เห็นงบ Pttep ทำให้นึกถึงงบ ktc ในอดีต
Pttep ประกาศงบ Q3/15 ขาดทุน 46,212ล้าน คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้นสูงถึง 11.46 บาท/หุ้น เป็นขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์กว่า 50,000ล้าน
ถ้าไม่คิดขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ บริษัทจะมีกำไรเหลืออยู่นิดหน่อย
การขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง
เป็นการประเมินว่า ทรัพย์สินที่บริษัทใช้หากิน เดิมทีเคยบันทึกไว้ที่ราคาหนึ่ง แต่วันดีคืนดี เกิดเหตุการณ์อะไรก็ตามที่ทำให้ทรัพย์สินที่บริษัทถืออยู่มีมูลค่าลดต่ำลง จึงต้องนำมูลค่าที่ลดลงนี้มาตัดเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน
ในกรณีของ pttep เป็นการประมาณการจากราคาน้ำมันที่ลดลง มูลค่าของบ่อคิดจากปริมาณreserveคูณกับราคาน้ำมันต่อหน่วย
เมื่อราคาน้ำมันต่อหน่วยลดต่ำลง มูลค่าของบ่อจึงลดลงตามไปด้วย ซึ่งpttepเลือกที่จะบันทึกการด้อยค่าของบ่อก้อนใหญ่ๆในQ3นี่เลย
ย้อนกลับไปดูหุ้น ktc เมื่อช่วงปี 51-54
ทรัพย์สินที่ktcเอาไว้ใช้หากินคือลูกหนี้ โดยมีรายได้จากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของลูกหนี้เหล่านั้น
ถ้าลูกหนี้เกิดชักดาบขึ้นมา ไม่จ่ายแล้วหายหัวไปเลย ตามตัวไม่ได้ บริษัทก็จะขาดทุนจากเงินต้นที่ถูกเบี้ยวนั้นทั้งจำนวนตามยอดที่บันทึกไว้ในงบดุล
รายการนี้จะถูกบันทึกไว้เป็นค่าใช้จ่ายหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ เป็นค่าใช้จ่ายจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ลูกหนี้
ช่วงปี51-54 ktc ประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดี ลูกหนี้ทั้งหลายที่ปล่อยไปอาจจะมีแนวโน้มโดนชักดาบมากกว่าช่วงที่เศรษฐกิจดี
แม้จะยังไม่โดนชักดาบจริง แต่แค่จ่ายช้า ktcก็เกรงว่าอาจจะโดนชักดาบ จึงมีการตัดเป็นหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญก้อนมโหฬาร
กำไรแต่ละQไม่ถึงร้อยล้าน แต่ตัดหนี้สูญกันที 1-2พันล้าน เรียกว่าไหนๆก็จะน่วมแล้วก็เอาให้ขี้หักในกันไปเลย
การด้อยค่าของลูกหนี้ที่ถูกบันทึกเป็นรายการหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ลูกหนี้ที่เคยชักดาบไปก็จ่ายหนี้คืนมาบ้าง หรือลูกหนี้ที่คาดว่าจะเบี้ยวกลับไม่เบี้ยว หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญเหล่านั้นก็จึงกลับคืนมาเป็นกำไรเต็มๆทั้งจำนวน
เสริมด้วยการที่ ktc ตัดหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญน้อยลงด้วย เลยเป็นตัวทวีคูณให้กำไรของ ktc โตขึ้นมโหฬารตั้งแต่ปี55มาจนถึงปัจจุบัน
ราคาหุ้นจึงทะยานจากหลัก14-15บาท มาเป็นเกือบร้อย ณ วันนี้
Pttep เช่นเดียวกัน ถ้าวันไหนที่ราคาน้ำมันเริ่มนิ่ง ไม่ลงต่อ รายการการด้อยค่าของสินทรัพย์ก็จะน้อยลงเรื่อยๆหรือไม่มีเลย
และถ้าราคาน้ำมันกลับฟื้นคืนมา ก็จะมีกำไรกลับคืนมาเพิ่มทวีคูณจากการเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์นั่นเอง
ระหว่างนี้ถ้า pttepจะลงเพราะเหตุนี้ก็ปล่อยให้มันลงไป
คอยดูราคาน้ำมันไว้ ถ้าtrendกลับมาเป็นขาขึ้นชัดๆเมื่อไหร่ ก็จะได้เวลาของ pttep ละครับ